พืชผักกินได้..ผักเหรียง ผักเหลียง ใบเหมียง ใบเหลียง
ผักเหรียง ผักเหลียง ใบเหมียง ใบเหลียง (Gnetum gnemon L. var. tenerum Markgr.)
ผักเหลียง เป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง เป็นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดและความร้อนสูงจากอากาศ มีอายุนานหลายปี เมื่อนำไปปลูกไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนปลูกใหม่ทุกปี เจริญเติบโตดีในสภาพร่มเงา การดูแลรักษาง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน จึงทำให้แน่ใจว่าปลอดจากสารเคมี พบทั่วไปตามเนินเขา และที่ราบ ตั้งแต่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 5 เมตร ถึง 200 เมตร ที่มีฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี ช่วงระยะเวลาฝนตกไม่ต่ำกว่า 150 วัน ต่อปี ฝนแล้งติดกันไม่เกิน 45 วัน ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนี้จะอยู่ในจังหวัดระนอง พังงา ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดระนองและพังงา ซึ่งมีพื้นที่ป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีปริมาณน้ำฝนสูง ความชื้นสูง จึงเหมาะสมที่ต้นผัก เหลียง จะงอกงามเจริญเติบโตได้ดีและขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ
การใช้ประโยชน์ของผักเหลียง
นิยมกินยอดอ่อนสีแดง นำมาลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำมาทำแกงส้ม แกงเลียง ผัดน้ำมัน ผัดไข่ใส่วุ้นเส้น รองห่อหมก หรือทำแกงจืดก็ได้ เป็นที่มีรสอร่อยและมีคุณค่าทางอาหารสูง จากการวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ผักเหรียง 100 กรัม ให้พลังงาน 65 กิโลแคลอรี เยื่อใย 15.6 กรัม แคลเซียม 151 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 224 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,889 IU. วิตามินบีหนึ่ง 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.75 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.7 มิลลิกรัม และ วิตามิน ซี 192 มิลลิกรัม
การปลูกผักเหลียง
มีประโยชน์ในการเป็นพืชคลุมดินที่คงทนถาวรกว่าพืชชนิดอื่น เพราะรากของต้นผักเหลียงช่วยยึดหน้าดินไว้มิให้พังทลายและถูกชะล้างไปได้โดยง่าย และยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับดิน เนื่องจากผักเหลียงเป็นไม้ทรงพุ่มผลัดใบตลอดทั้งปี จึงทำให้ดินไม่แห้งไม่แข็งด้วย
วิธีการปลูกผักเหลียง เป็นพืชสวนครัวในบริเวณบ้าน โดยปลูกผักเหลียงระยะ***งต้น 2 เมตร ขนาดหลุมปลูกกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ขุดหลุมแยกดินบนไว้ข้างหนึ่ง ดินล่างไว้ข้างหนึ่ง ตากหลุมไว้ 2 สัปดาห์ จากนั้นนำปุ๋ยคอกและดินชั้นบนผสมกับปุ๋ยรองก้นหลุมร็อกฟอสเฟต 100 กรัม ต่อหลุม แล้วจึงปลูกผักเหลียง โดยกรีดบริเวณก้นถุงออกไป นำต้นพันธุ์วางลงในหลุมปลูกกรีดข้างถุง เอาถุงออก กลบดินบริเวณโคนให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้หลักปักเชือกผูกให้เรียบร้อย ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกคือ ต้นฤดูฝน
ส่วนการดูแลรักษา ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี และปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 200 กรัม ต่อต้น ต่อปี การกำจัดวัชพืชโดยการตัดวัชพืชที่อยู่บริเวณรอบโคน นำเศษวัชพืชมาคลุมโคนในช่วงฤดูแล้ง การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือความสูงประมาณ 1 เมตร เพื่อความสะดวกในการเก็บใบ เป็นการเร่งการแตกกิ่งและขยายทรงพุ่มเพื่อเพิ่มผลผลิต